ใครเหมาะกับการเรียน สถาปัตยกรรม เป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน

ใครเหมาะกับการเรียน
ใครเหมาะกับการเรียน

 

ใครเหมาะกับการเรียน สถาปัตย์ ต้องเก่งทั้งวิทย์และศิลป์ ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ใกล้เคียงความจริง เนื่องจากต้องใช้เหตุผลและความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และการคำนวณ เพื่อออกแบบอาคารให้ได้มาตรฐานความแข็งแรงปลอดภัย ใช้งานพื้นฐานได้ดี และประหยัดค่าก่อสร้าง ในขณะเดียวกันก็ต้องใช้ศิลปะในการสร้างความหมาย และคุณค่าทางใจให้ปรากฏขึ้นต่อใจผู้ที่เห็น หรือใช้สอยอาคาร ซึ่งส่วนนี้ค่อนข้างเป็นนามธรรม และเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน ซึ่งคนที่เรียน สถาปัตย์ จะต้องมีความสามารถหลายๆด้าน

แต่การที่เก่าทั้งวิทย์และศิลป์ก็ยังไม่เพียงพอ ยังต้องมีสิ่งที่เรียกว่าท้กษะทางอารมณ์ หรือ SOFT SKILL เป็นส่วนที่สำคัญ นั่นคือความสามารถในการจัดการ การวางแผน การปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เนื่องจากงานสถาปัตยกรรมเป็นงานใหญ่ จึงต้องทำงานร่วมกันเป็นทีมกับคนจำนวนมาก ทั้งสถาปนิกในทีมเดียวกัน ลูกค้า วิศวกรโครงสร้างและระบบอาคาร ผู้รับเหมา ผู้ค้าวัสดุก่อสร้าง ผู้เชี่ยวชาญระบบพิเศษอาคาร และอื่นๆ สถาปนิกมีหน้าที่เป็นผู้นำ เป็นศูนย์กลางประสานทุกฝ่าย และทำทุกวิถีทางเพื่อให้งานออกมาดีที่สุด ตั้งแต่เริ่มออกแบบ ไปจนถึงสร้างอาคารเสร็จ ต้องใช้ทักษะการพูด ในการประสานงาน ต่อรอง เกลี้ยกล่อม เอาอกเอาใจ เข้าหาคน และต้องมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ในระดับที่มากกว่าคนปกติ ต้องสามารถอดทนรับแรงกดดันทางอารมณ์จากคนอื่นๆ และความกดดันจากเวลาการทำงานที่จำกัดมาก ไม่สมดุลกับปริมาณงานที่มากมาย แถมผลงานต้องออกมาดีที่สุดเท่าที่ชีวิตสถาปนิกน้อยๆจะสามารถทำได้ สิ่งเหล่านี้อาจยังไม่ได้ประสบพบเจอโดยตรงตอนเรียนในมหาวิทยาลัย แต่เมื่อเรียนจบไปทำงานจริงแล้วไม่ทีทางเลี่ยงได้ นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่คนที่เรียนจบสถาปัตย์จำนวนมากไม่สามารถทำงานเป็นสถาปนิกได้นาน ประมาณกันคร่าวๆว่าผ่านไป 5 ปี จะเหลือคนที่ยังทำงานสายออกแบบเต็มตัวประมาณครึ่งเดียว

นอกจากจิตใจที่ต้องแข็งแกร่งแล้ว ร่างกายก็ต้องทรหดเช่นกัน การพักผ่อนหลับนอนไม่เคยใกล้เคียงคำว่าเพียงพอ ช่วงงานพีคๆมักจะถึงขั้นทำงานโต้รุ่งเพื่อให้ทันส่งตามเวลาที่นัดลูกค้าไว้ การเลื่อนส่งงานนั้นแสดงถึงความไม่ Professional ซึ่งจะมีผลให้สูญเสียความน่าเชื่อถือต่อลูกค้า อาจจะไม่จ้างเราในงานต่อไปและไม่แนะนำเราให้คนรู้จัก

ความมีรสนิยม พิถีพิถันในแต่งตัว การเลือกใช้ของ มี LIFE STYLE ที่ดี เลือกที่เที่ยวเลือกกิน เลือกเสพศิลปะและงานออกแบบ ดูหนังฟังเพลิง มีผลกับการทำงานอย่างมาก เพราะสถาปนิกต้องการแรงบันดาลใจ และความคิดสร้างสรรค์ สิ่งเหล่านี้เป็นวัตถุดิบที่จำเป็นในการคิดงานออกแบบ ฉะนั้น การที่จะให้คนที่ไม่เคยเห็น ไม่เคยสัมผัสของดีๆ ไม่ได้อยู่ท่ามกลางสิ่งสวยๆงามๆ แล้วจะให้มาสร้างสรรค์สิ่งที่มีความพิเศษเหนือธรรมดา ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้

นอกจากนี้ เนื่องจากงานออกแบบแต่ละโครงการมีมูลค่าสูงมากเป็นหลักล้านถึงเป็นร้อยล้าน ลูกค้าย่อมต้องการความมั่นใจว่าจะได้งานออกแบบสถาปัตยกรรมชิ้นเยี่ยม จึงไม่แปลกที่จะพิถีพิถันในการเลือกจ้างสถาปนิก ภาพลักษณ์ภายนอกย่อมเป็นด่านแรกที่ลูกค้าจะพิจารณา เพราะหากสถาปนิกไม่รู้ว่ารสนิยมที่ดีคืออะไร ชีวิตไม่ละเมียดละไม ย่อมไม่มีทางเข้าใจความต้องการของลูกค้าที่ต้องการงาน Design ที่ดีแน่นอน

หลังจากออกแบบเสร็จเริ่มเข้างานช่วงก่อสร้างต้องออกไปตรวจหน้างานก่อสร้าง ต้องคลุกฝุ่นปูนซีเมนต์ ลุยดินลุยโคลน ปีนป่ายนั่งร้าน ขื่อคานบนอาคารสูงหลายชั้น ซึ่งหลายครั้งก็ไม่มีการป้องกันที่ปลอดภัย ท่ามกลางแสงแดดและสายฝน ซึ่งผิดกับภาพสถาปนิกตามสื่อบันเทิงหรือในจินตนาการของหลายๆคน ที่ไม่ใช่การแต่งตัวเท่ๆนั่งคิดงานตามร้านกาแฟสวยๆแต่เพียงอย่างเดียว งานสถาปนิกจึงไม่เหมาะกับคนที่อยากมีชีวิตง่ายๆสบายๆ คนสันโดษที่ไม่ชอบเข้าสังคม ไม่ชอบการพบปะผู้คนอาจจะต้องคิดให้ดีก่อนตัดสินใจเช้ามาเรียน Zaha Hadid สถาปนิกหญิงผู้ยิ่งใหญ่ได้กล่าวไว้ว่า “If You Want an Easy Life, Don’t Be an Architect” สถาปนิก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *